ต้า เฟ็ดเฟ่ – ยัต ชัยโสโร อดีตคู่หูและเพื่อนสนิทจากวงการครีเอเตอร์ไทย กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง หลังความสัมพันธ์และการทำธุรกิจร่วมกันเกิดความขัดแย้ง จนนำไปสู่ข้อพิพาทเกี่ยวกับหุ้นบริษัท ทรัพย์สิน การบริหารงาน และคดีความมูลค่ารวมสูงถึง 20 ล้านบาท
ความขัดแย้งเกิดขึ้นภายหลังทั้งสองแยกตัวจากการทำงานเดิม และร่วมกันสร้างธุรกิจและช่องคอนเทนต์ในชื่อ “ต้ายัต ชัยโสโร” ก่อนที่จะเกิดปัญหาความสัมพันธ์และการบริหารงานภายในบริษัท
ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมา ได้แก่ สัดส่วนการถือหุ้น การเปลี่ยนแปลงสถานะผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัท รายได้และเงินเดือน รวมถึงสิทธิในช่องทางโซเชียลมีเดียและผลงานต่าง ๆ
ฝั่ง “ต้า” ออกมาเปิดเผยว่า ตนเคยมีส่วนร่วมในการก่อตั้งและถือหุ้นในบริษัท พร้อมตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเอกสารบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับการโอนหุ้น โดยระบุว่าไม่ทราบหรือไม่ได้ลงนามในเอกสารบางฉบับ ขณะที่ฝั่ง “ยัต” ยืนยันว่าการดำเนินการต่าง ๆ มีเอกสารและหลักฐานรองรับ และขอให้ข้อเท็จจริงได้รับการพิสูจน์ตามกระบวนการทางกฎหมาย
อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมาก คือเรื่องค่าตอบแทนและการบริหารจัดการภายในบริษัท โดย “ต้า” ระบุว่าเคยได้รับเงินเดือนประมาณ 150,000 บาทต่อเดือน ก่อนจะถูกปรับลดลงเหลือประมาณ 40,000 บาท พร้อมตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการบริหารเงินของบริษัท
อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเกี่ยวกับการเงินและการบริหารบริษัทเป็นข้อพิพาทระหว่างคู่กรณี ซึ่งทั้งสองฝ่ายมีคำชี้แจงแตกต่างกัน และยังต้องอาศัยเอกสารและกระบวนการทางกฎหมายในการพิสูจน์ข้อเท็จจริง
ความขัดแย้งบานปลายจนเกิดการฟ้องร้อง โดยมีการกล่าวถึงคดีสำคัญ 2 คดี ได้แก่
คดีเกี่ยวกับ การละเมิดลิขสิทธิ์ มูลค่าที่มีการเรียกร้อง 10 ล้านบาท
คดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มูลค่าที่มีการเรียกร้อง 10 ล้านบาท
รวมมูลค่าการเรียกร้องที่ถูกพูดถึงในสังคมประมาณ 20 ล้านบาท
ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นมูลค่าที่มีการกล่าวถึงในข้อพิพาท ไม่ควรตีความว่าเป็นจำนวนเงินที่ศาลมีคำพิพากษาให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้รับแล้ว
วันที่ 31 สิงหาคม 2569 ทั้ง “ต้า” และ “ยัต” ได้มาเผชิญหน้าและพูดคุยถึงข้อพิพาทในรายการ โหนกระแส โดยมีประเด็นเรื่องหุ้น บริษัท ทรัพย์สิน และคดีความเป็นหัวใจสำคัญของการพูดคุย
บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดและอารมณ์ความรู้สึกของทั้งสองฝ่าย ก่อนจะมีความพยายามให้คู่กรณีเปิดทางพูดคุยและไกล่เกลี่ย เพื่อหาทางยุติข้อพิพาทแทนการเดินหน้าความขัดแย้งต่อไป
ภายหลังการพูดคุย มีรายงานว่าทั้งสองฝ่ายสามารถเปิดทางเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย โดยมีการพูดถึงแนวทาง ยุติข้อพิพาทและการถอนฟ้องระหว่างกัน ขณะที่มีรายงานจากฝั่งทนายว่าอาจมีการคืนเงินให้ “ต้า” จำนวนประมาณ 19 ล้านบาท และเตรียมนัดหมายดำเนินการในขั้นตอนต่อไป
อย่างไรก็ตาม การไกล่เกลี่ยดังกล่าวควรถือเป็นความคืบหน้าของกระบวนการหาข้อยุติ และรายละเอียดทางกฎหมายยังต้องรอการดำเนินการอย่างเป็นทางการของคู่กรณี
ดราม่า “ต้า–ยัต” จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของธุรกิจหรือคดีความ แต่ยังสะท้อนถึงความสัมพันธ์ของเพื่อนที่เคยร่วมสร้างผลงานและธุรกิจมาด้วยกัน ก่อนจะเกิดความขัดแย้งจนต้องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย
แม้ทั้งสองฝ่ายจะมีมุมมองและข้อเท็จจริงที่แตกต่างกัน แต่บทสรุปล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่า ทั้งสองฝ่ายกำลังพยายามหาทางยุติข้อพิพาทผ่านการไกล่เกลี่ย ขณะที่สังคมยังคงติดตามว่าการเจรจาและกระบวนการทางกฎหมายจะนำไปสู่บทสรุปสุดท้ายอย่างไร
หมายเหตุ: เนื้อหาข้างต้นเป็นการสรุปจากข้อมูลและคำชี้แจงที่เผยแพร่ต่อสาธารณะของคู่กรณีและสื่อข่าวหลายแห่ง ข้อกล่าวหาหรือข้อพิพาทใด ๆ ที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ควรถือเป็นข้อกล่าวอ้างของแต่ละฝ่ายและไม่ควรสรุปว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้กระทำผิด