กองทัพเรือไทยเดินหน้าเสริมสร้างขีดความสามารถด้านความมั่นคงทางทะเล ล่าสุดคัดเลือก Hanwha Ocean จากสาธารณรัฐเกาหลี เป็นผู้ได้รับการคัดเลือกในโครงการจัดหาเรือฟริเกต จำนวน 1 ลำ พร้อมระบบและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง มูลค่า 16,730 ล้านบาท
เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 มีความคืบหน้าสำคัญของโครงการจัดหาเรือฟริเกตของกองทัพเรือ โดยมีรายงานว่า บริษัท Hanwha Ocean Co., Ltd. จากสาธารณรัฐเกาหลี ได้รับการคัดเลือกให้ดำเนินโครงการจัดหาเรือฟริเกต จำนวน 1 ลำ พร้อมระบบและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง หลังเสนอราคาทั้งสิ้น 16,730 ล้านบาท
โครงการดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการจัดหาเรือรบเพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมถึงระบบและอุปกรณ์ที่จำเป็น อะไหล่ เครื่องมือ เอกสารทางเทคนิค การสนับสนุนด้านต่าง ๆ การทดสอบทดลอง การฝึกอบรม การตรวจรับ การรับประกัน ตลอดจนขั้นตอนและพิธีการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้กองทัพเรือสามารถนำเรือเข้าประจำการและใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ราคาที่บริษัท Hanwha Ocean เสนออยู่ที่ 16,730,000,000 บาท เป็นราคาคงที่และตายตัว (Firm & Fixed Price) โดยรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีอากร ค่าใช้จ่ายในการขนส่งและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องตามเงื่อนไขการจัดซื้อจัดจ้างไว้แล้ว และกำหนดการส่งมอบ ณ ฐานทัพเรือสัตหีบ จังหวัดชลบุรี หรือพื้นที่ที่กองทัพเรือกำหนด
ก่อนหน้านี้ กองทัพเรือได้เปิดให้บริษัทผู้มีศักยภาพและมีประสบการณ์ในการต่อเรือฟริเกตจากหลายประเทศเข้ายื่นข้อเสนอ โดยมีบริษัทที่ยื่นข้อเสนอจำนวน 6 ราย จากสาธารณรัฐเกาหลี สิงคโปร์ ตุรกี และสเปน ได้แก่ Hyundai Heavy Industries, Singapore Technologies Engineering, ASFAT, TAIS, Hanwha Ocean และ Navantia ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาด้านคุณสมบัติ เทคนิค การชดเชยทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม รวมถึงราคาอย่างละเอียด
การจัดหาเรือฟริเกตครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนเสริมสร้างขีดความสามารถของกองทัพเรือ ตามยุทธศาสตร์กองทัพเรือ พ.ศ. 2560–2580 ฉบับทบทวน พ.ศ. 2566 ซึ่งกำหนดความต้องการเรือฟริเกตไว้จำนวน 8 ลำ โดยปัจจุบันกองทัพเรือมีเรือฟริเกตใช้งานอยู่ 4 ลำ และมีแผนจัดหาเพิ่มเติมเพื่อรองรับภารกิจด้านความมั่นคงทางทะเลในระยะยาว
เรือฟริเกตมีบทบาทสำคัญต่อการปฏิบัติการทางทะเล ทั้งในด้านการต่อต้านเรือผิวน้ำ (Anti-Surface Warfare: ASuW) การปราบเรือดำน้ำ (Anti-Submarine Warfare: ASW) และการป้องกันภัยทางอากาศ (Anti-Air Warfare: AAW) รวมถึงภารกิจที่ไม่ใช่การรบ เช่น การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาสาธารณภัย การค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล และการรักษาความมั่นคงทางทะเลในสถานการณ์ปกติ
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของโครงการคือแนวคิดเรื่อง การชดเชยทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม หรือ Offset ซึ่งกองทัพเรือมุ่งหวังให้การจัดหาเรือฟริเกตสร้างประโยชน์กลับคืนสู่ประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา การฝึกอบรมบุคลากรไทย รวมถึงการมีส่วนร่วมของภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศ
กองทัพเรือยังมีแนวคิดให้ประเทศไทยสามารถเรียนรู้และต่อยอดองค์ความรู้ด้านการต่อเรือฟริเกต เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเรือและซ่อมบำรุงภายในประเทศในอนาคต ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถของบุคลากรไทย
โครงการจัดหาเรือฟริเกตดำเนินการภายใต้กฎหมายและระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ รวมถึงแนวทาง ข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) โดยมีผู้สังเกตการณ์อิสระเข้าร่วมติดตามกระบวนการ เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้
ทั้งนี้ การคัดเลือกบริษัท Hanwha Ocean เป็นผลการพิจารณาในขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง โดยกองทัพเรือมีกำหนดแถลงผลการพิจารณาอย่างเป็นทางการภายหลังครบกำหนดระยะเวลาการรับเรื่องอุทธรณ์ตามกฎหมาย
การจัดหาเรือฟริเกตลำใหม่จึงถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพเรือไทย เพื่อให้มีความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตย รักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และรับมือกับภัยคุกคามทางทะเลที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
นอกจากมิติด้านความมั่นคงแล้ว โครงการยังมีความคาดหวังที่จะสร้างประโยชน์ต่อประเทศในด้าน องค์ความรู้ เทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร และอุตสาหกรรมต่อเรือภายในประเทศ ซึ่งอาจเป็นรากฐานสำคัญต่อการพึ่งพาตนเองด้านยุทโธปกรณ์ทางเรือของไทยในอนาคต
สรุป: กองทัพเรือไทยคัดเลือก Hanwha Ocean เป็นผู้ได้รับการคัดเลือกโครงการจัดหาเรือฟริเกต 1 ลำ มูลค่า 16,730 ล้านบาท โดยโครงการครอบคลุมทั้งตัวเรือ ระบบอุปกรณ์ การฝึกอบรม การสนับสนุน และการส่งมอบ ขณะเดียวกันยังมุ่งหวังให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมไทยในระยะยาว
เมื่อก้าวเข้าสู่เดือนกันยายนของทุกปี หลายหน่วยงานจะมีบรรยากาศที่แตกต่างจากช่วงเวลาอื่น เพราะเป็นช่วงเวลาแห่งการ “เกษียณอายุราชการ” ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญของชีวิตการทำงาน
การเกษียณไม่ได้หมายถึงจุดสิ้นสุดของคุณค่าในการทำงาน แต่เป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน จากบทบาทของ “ผู้ปฏิบัติหน้าที่” สู่การใช้ชีวิตในอีกบทบาทหนึ่ง พร้อมด้วยประสบการณ์ ความรู้ และความทรงจำที่สั่งสมมาตลอดเส้นทางการทำงาน
ตลอดระยะเวลาหลายสิบปี ข้าราชการและบุคลากรแต่ละคนต่างทุ่มเทแรงกาย แรงใจ และความรู้ความสามารถให้กับองค์กรและสังคม
ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มต้นทำงาน อาจเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ความตื่นเต้น และความตั้งใจที่จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด จนกระทั่งผ่านวันเวลาแห่งการทำงาน พบเจอทั้งความสำเร็จ อุปสรรค ความเหน็ดเหนื่อย มิตรภาพ และเรื่องราวมากมาย
สิ่งเหล่านี้ได้หล่อหลอมให้เกิดเป็น “ประสบการณ์” ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินอันทรงคุณค่าที่ไม่สามารถประเมินเป็นตัวเลขได้
สิ่งสำคัญของการเกษียณอายุราชการไม่ได้อยู่เพียงการกล่าวคำอำลา แต่คือการ ส่งต่อความรู้และประสบการณ์จากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง
ผู้เกษียณเปรียบเสมือน “คลังความรู้” ขององค์กร ทั้งประสบการณ์ในการทำงาน แนวคิดในการแก้ไขปัญหา ตลอดจนบทเรียนจากสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่สามารถเรียนรู้ได้จากตำราเพียงอย่างเดียว
การถ่ายทอดประสบการณ์เหล่านี้จึงเป็นของขวัญอันล้ำค่าที่ผู้เกษียณสามารถมอบให้กับคนรุ่นหลัง เพื่อให้องค์กรสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง
ในวาระที่บุคลากรจำนวนหนึ่งกำลังจะก้าวเข้าสู่ชีวิตหลังเกษียณ สิ่งที่ควรกล่าวมากที่สุดคือคำว่า “ขอบคุณ”
ขอบคุณสำหรับทุกหยาดเหงื่อ
ขอบคุณสำหรับทุกความเสียสละ
ขอบคุณสำหรับวันที่ต้องเหน็ดเหนื่อย
ขอบคุณสำหรับความรับผิดชอบที่มีต่อองค์กร
และขอบคุณสำหรับผลงานที่ได้ฝากไว้เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในวันนี้
แม้วันหนึ่งจะไม่ได้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ในสถานที่เดิม แต่สิ่งที่ทุกท่านได้สร้างไว้จะยังคงอยู่ในความทรงจำของเพื่อนร่วมงานและองค์กรเสมอ
หลังจากวันสุดท้ายของการทำงาน ชีวิตไม่ได้หยุดลง หากแต่กำลังเปิดประตูสู่บทใหม่
การมีเวลาให้กับครอบครัว การดูแลสุขภาพ การเดินทางท่องเที่ยว การทำงานอดิเรก การทำประโยชน์เพื่อสังคม หรือการถ่ายทอดความรู้ให้กับคนรุ่นหลัง ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตหลังเกษียณมีความหมายได้
เกษียณจากงาน ไม่ได้หมายความว่าเกษียณจากคุณค่า
เพราะคุณค่าของคนไม่ได้วัดจากตำแหน่งหรือหน้าที่ หากแต่อยู่ที่สิ่งดี ๆ ที่ได้ทำไว้ และความทรงจำที่ได้มอบให้กับผู้คนรอบข้าง
เส้นทางการทำงานอาจมีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด แต่คุณงามความดี ความทุ่มเท และผลงานที่ได้สร้างสรรค์ไว้ จะยังคงเดินทางต่อไป
เดือนกันยายนจึงไม่ใช่เพียง “เดือนแห่งการเกษียณ” แต่ยังเป็นเดือนแห่งการ ขอบคุณ รำลึก และส่งต่อ
ขอแสดงความขอบคุณและความชื่นชมแก่ผู้เกษียณอายุราชการทุกท่าน สำหรับการอุทิศตนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่นและเสียสละตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
ขอให้ชีวิตหลังเกษียณเต็มไปด้วยความสุข สุขภาพแข็งแรง มีเวลาให้กับคนที่รัก และได้ใช้ชีวิตในแบบที่ปรารถนา
“วันสุดท้ายของการทำงาน อาจเป็นจุดสิ้นสุดของหน้าที่
แต่ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของคุณค่าและความดีที่ได้สร้างไว้”
ด้วยความขอบคุณและความระลึกถึง
จากใจของเพื่อนร่วมงานและองค์กร
USS Abraham Lincoln (CVN-72) คือหนึ่งในเรือบรรทุกเครื่องบินที่มีชื่อเสียงและมีบทบาทสำคัญของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา ด้วยขนาดมหึมา เทคโนโลยีทางทหารที่ทันสมัย และความสามารถในการปฏิบัติการทางอากาศจากทะเล ทำให้เรือลำนี้ไม่ได้เป็นเพียง “เรือรบ” ขนาดใหญ่ แต่ยังเปรียบเสมือนฐานทัพอากาศเคลื่อนที่ที่สามารถเดินทางไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลกได้
ชื่อของเรือลำนี้ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ อับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln) ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกา ผู้มีบทบาทสำคัญต่อประวัติศาสตร์ของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงสงครามกลางเมืองอเมริกา และการเลิกทาส
USS Abraham Lincoln เป็นเรือบรรทุกเครื่องบิน ชั้น Nimitz (Nimitz-class aircraft carrier) ซึ่งเป็นหนึ่งในเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่ที่สุดของโลก เรือได้รับการตั้งชื่ออย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1984 และต่อเรือโดยบริษัท Newport News Shipbuilding ในรัฐเวอร์จิเนีย
เรือถูกปล่อยลงน้ำในปี ค.ศ. 1988 และเข้าประจำการในกองทัพเรือสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1989
นับตั้งแต่เข้าประจำการ USS Abraham Lincoln ได้เข้าร่วมภารกิจทางทหาร การฝึกซ้อม และปฏิบัติการรักษาความมั่นคงในหลายภูมิภาคของโลก โดยเฉพาะบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก มหาสมุทรอินเดีย และตะวันออกกลาง
สิ่งที่ทำให้ USS Abraham Lincoln โดดเด่นคือขนาดของเรือ โดยมีความยาวประมาณ 333 เมตร และมีระวางขับน้ำประมาณ 100,000 ตัน
หากมองจากภายนอก เรือมีลักษณะคล้ายสนามบินขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่บนทะเล แต่ภายในเรือเต็มไปด้วยระบบสนับสนุนที่ซับซ้อน ทั้งพื้นที่พักอาศัย ห้องควบคุม ระบบสื่อสาร ระบบเรดาร์ โรงพยาบาล ห้องเครื่อง ระบบผลิตน้ำจืด และพื้นที่สำหรับจัดเก็บเชื้อเพลิงและยุทโธปกรณ์
เรือสามารถรองรับกำลังพลหลายพันนาย รวมถึงกำลังพลประจำเรือและกำลังพลประจำฝูงบิน ทำให้ USS Abraham Lincoln สามารถปฏิบัติภารกิจต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่จำเป็นต้องกลับเข้าฐานทัพบกบ่อยครั้ง
หนึ่งในเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดของ USS Abraham Lincoln คือระบบขับเคลื่อนด้วย พลังงานนิวเคลียร์
เรือชั้น Nimitz ใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์จำนวน 2 เครื่องในการผลิตพลังงานสำหรับขับเคลื่อนเรือและสนับสนุนระบบต่าง ๆ ภายในเรือ
ข้อได้เปรียบสำคัญของระบบนิวเคลียร์คือทำให้เรือสามารถเดินทางเป็นระยะทางไกลได้โดยไม่ต้องเติมเชื้อเพลิงสำหรับการขับเคลื่อนบ่อยครั้งเหมือนเรือที่ใช้เครื่องยนต์แบบดั้งเดิม
อย่างไรก็ตาม แม้ระบบขับเคลื่อนจะสามารถทำให้เรือเดินทางได้เป็นเวลานาน แต่เรือยังจำเป็นต้องได้รับการเติมเสบียง อะไหล่ และการสนับสนุนด้านอื่น ๆ เพื่อให้กำลังพลสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างต่อเนื่อง
หัวใจสำคัญของเรือบรรทุกเครื่องบินคือ ฝูงบินที่ประจำการบนเรือ
USS Abraham Lincoln สามารถรองรับอากาศยานจำนวนมาก ทั้งเครื่องบินขับไล่ เครื่องบินสนับสนุน และเฮลิคอปเตอร์ โดยประเภทของอากาศยานอาจเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลาและภารกิจ
อากาศยานเหล่านี้สามารถขึ้นและลงบนดาดฟ้าเรือ ซึ่งมีระบบช่วยส่งเครื่องบินขึ้นและชะลอความเร็วของเครื่องบินขณะลงจอด
การนำเครื่องบินลงบนเรือบรรทุกเครื่องบินถือเป็นหนึ่งในภารกิจที่มีความท้าทายสูง เนื่องจากพื้นที่ลงจอดมีขนาดจำกัดและเรือกำลังเคลื่อนที่อยู่กลางทะเล นักบินจึงต้องอาศัยการฝึกฝนและความแม่นยำอย่างมาก
USS Abraham Lincoln ไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง แต่โดยทั่วไปจะปฏิบัติภารกิจร่วมกับเรือรบประเภทอื่น ๆ เช่น เรือลาดตระเวน เรือพิฆาต เรือสนับสนุน และเรือดำน้ำ ซึ่งรวมกันเป็นกำลังทางเรือที่เรียกว่า Carrier Strike Group
การรวมกำลังเช่นนี้ทำให้เรือบรรทุกเครื่องบินได้รับการป้องกันหลายชั้น ขณะเดียวกันฝูงบินบนเรือสามารถขยายขีดความสามารถในการลาดตระเวน การเฝ้าตรวจ การป้องกันภัยทางอากาศ และการปฏิบัติการทางทหาร
ด้วยเหตุนี้ เรือบรรทุกเครื่องบินจึงถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญด้านการฉายกำลังของกองทัพเรือสหรัฐฯ
ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา USS Abraham Lincoln มีบทบาทในหลายพื้นที่ทั่วโลก โดยเฉพาะพื้นที่ที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญด้านความมั่นคง
ภูมิภาค อินโด-แปซิฟิก ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญ เนื่องจากเป็นเส้นทางการค้าทางทะเลที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก และเป็นพื้นที่ที่มีมหาอำนาจทางทหารหลายประเทศ
การปรากฏตัวของเรือบรรทุกเครื่องบินในภูมิภาคจึงมีทั้งมิติด้านการฝึก การสร้างความร่วมมือกับประเทศพันธมิตร การรักษาความพร้อมทางทหาร และการแสดงขีดความสามารถในการเคลื่อนกำลังทางทะเล
เบื้องหลังความยิ่งใหญ่ของ USS Abraham Lincoln คือกำลังพลหลายพันนายที่ต้องใช้ชีวิตอยู่บนเรือเป็นเวลานาน
บนเรือมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น ห้องพัก โรงอาหาร พื้นที่ออกกำลังกาย สถานพยาบาล และพื้นที่พักผ่อน แม้จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ แต่ชีวิตบนเรือก็ยังแตกต่างจากการใช้ชีวิตบนบกอย่างมาก
กำลังพลต้องทำงานเป็นกะตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ระบบต่าง ๆ ของเรือสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ฝ่ายเดินเรือ ฝ่ายช่าง ฝ่ายอากาศยาน ฝ่ายสื่อสาร ฝ่ายแพทย์ ไปจนถึงฝ่ายรักษาความปลอดภัย
การทำงานบนเรือบรรทุกเครื่องบินจึงต้องอาศัย วินัย ความรับผิดชอบ การทำงานเป็นทีม และการประสานงานอย่างแม่นยำ
USS Abraham Lincoln สะท้อนให้เห็นถึงวิวัฒนาการของเทคโนโลยีทางทหารในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา จากเรือบรรทุกเครื่องบินที่ถูกออกแบบในยุคหนึ่ง สู่การปรับปรุงระบบอิเล็กทรอนิกส์ อาวุธ การสื่อสาร และระบบอากาศยานให้สามารถรองรับภารกิจในยุคใหม่
สิ่งสำคัญของเรือไม่ได้อยู่ที่ขนาดเพียงอย่างเดียว แต่คือการผสมผสานระหว่าง เรือ อากาศยาน บุคลากร ข่าวกรอง การสื่อสาร และระบบบัญชาการ เข้าไว้ด้วยกัน
ด้วยเหตุนี้ USS Abraham Lincoln จึงเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของแนวคิด “กำลังทางทะเล” ในศตวรรษที่ 21
ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษ USS Abraham Lincoln (CVN-72) ได้กลายเป็นหนึ่งในเรือบรรทุกเครื่องบินที่มีชื่อเสียงของกองทัพเรือสหรัฐฯ ด้วยขนาดที่มหึมา ระบบขับเคลื่อนพลังงานนิวเคลียร์ ความสามารถในการรองรับอากาศยาน และศักยภาพในการปฏิบัติภารกิจระยะไกล
เรือลำนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า การปฏิบัติการทางทะเลในยุคปัจจุบันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรือรบเพียงลำเดียว แต่เป็นการทำงานร่วมกันของบุคลากร เทคโนโลยี อากาศยาน และเรือรบหลายประเภทอย่างเป็นระบบ
สำหรับผู้ที่สนใจด้านทหาร เรือรบ และยุทธศาสตร์ทางทะเล USS Abraham Lincoln จึงเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะเบื้องหลังเรือขนาดมหึมาที่เห็นกลางมหาสมุทร คือระบบการทำงานที่ซับซ้อนและกำลังพลจำนวนหลายพันชีวิต ซึ่งร่วมกันทำให้ “สนามบินลอยน้ำ” แห่งนี้สามารถปฏิบัติภารกิจได้ในมหาสมุทรทั่วโลก
บทความทางศีลธรรมและวัฒนธรรมเพื่อเผยแพร่ให้ได้ทราบถึงหลักธรรม ในการดำเนินชีวิตอยู่บนพื้นฐานของความไม่ประมาท ในวันนี้นำเสนอเรื่อง "กาลเวลาคือนาทีทอง"
ความเป็นอยู่ของมนุษย์และสรรพสัตว์ที่มีชีวิตทั้งหลายที่ผ่านไปเป็นวินาที ชื่อว่าเป็นช่วงแห่งการเป็นอยู่ที่ตกอยู่ในอำนาจของกาลเวลาและผู้ไม่รู้จักคุณค่าของกาลเวลาจะถูกกาลเวลาทำโทษคือ กลืนกินอยู่โดยไม่รู้ตัวดังปริศนาธรรมคำกลอนที่ว่า "พญายักษ์ตนหนึ่งนา มีนัยน์ตาอยู่สองข้าง ข้างหนึ่งสว่าง ข้างหนึ่งริบหรี่ มีปากสิบสองปาก มีฟันไม่มาก ปากละสามสิบซี่ กินสัตว์ทั่วปฐพี ยักษ์ตนนี้คืออะไร" คำเฉลยก็คือ กาลเวลาที่ผ่านไปเป็นวัน คืน เดือน ปี นั่นเอง มีนัยน์ตาสองข้างคือ กลางคืนและกลางวัน มีปากสิบสองปาก ได้แก่ หนึ่งปีมีสิบสองเดือน เดือนหนึ่งมีสามสิบวัน เท่ากับฟันของพญายักษ์สามสิบซี่ กินสัตว์ทั่วปฐพีคือ วันเวลาจะกลืนกินชีวิตของสรรพสัตว์ทั่วแผ่นดิน
นักปราชญ์ท่านหนึ่งได้นำความหมายของคำว่า Watch ที่แปลว่า นาฬิกา มาอธิบายเป็นแนวทางการใช้เวลาให้คุ้มค่าไว้อย่างน่าคิด คือ คำว่า Watch แปลว่า นาฬิกา หากเป็นคำกริยา แปลว่า เฝ้าระวัง คือ ให้ระวังกิริยาวาจาอัธยาศัย ตามความหมายของอักษรอังกฤษที่มาจากคำว่า Watch ดังนี้
๑. W หมายถึง Watch your WORD ให้เฝ้าระวังคำพูด อย่าพูดก่อนคิด แต่จงคิดก่อนพูด ตรงกับสุภาษิตที่ว่า อยู่ร่วมมิตรต้องระวังยั้งคำขาน
๒. A หมายถึง Watch your ACTION ให้เฝ้าระวังการกระทำโดยเฉพาะในการรับราชการ ตรงกับสุภาษิตที่ว่า อยู่ร่วมราชต้องคอยตั้งระวังการณ์
๓. T หมายถึง Watch your THOUGHT ให้เฝ้าระวังความคิดตัวเอง ตรงกับสุภาษิตที่ว่า อยู่คนเดียวต้องระวังยั้งความคิด
๔. C หมายถึง Watch your CHARACTER ให้เฝ้าระวังบทบาทในการทำหน้าที่ให้ถูกต้องสมบูรณ์ อย่าให้บกพร่องผิดพลาด งานหลวงก็ไม่ขาด งานราษฎร์ก็ไม่เสีย
๕. H หมายถึง Watch your HEART ให้เฝ้าระวังใจให้ผูกพันอยู่กับพระ คือ คุณงามความดี อย่าให้อยู่กับผี คือ ความชั่วตกเป็นทาสอารมณ์ฝ่ายต่ำ
บทความจาก https://www.loyangkarnsattahip.com